The Koreas | Diplomacy | East Asia

ark survival free: After the Latest Forced Labor Court Ruling, Where Do Japan-South Korea Relations Stand?

alex jacob,นอกจากนี้ ยังคาดจะได้เห็นความร่วมมือกับบริษัท ซิงเกอร์ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นปี 59 เป็นต้นไป ภายหลังก่อนหน้านี้ JMART ได้เข้าไปซื้อหุ้นของ SINGER ในสัดส่วน 24.99% โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างทยอยเพิ่มช่องทางการขายโทรศัพท์มือถือในโชว์รูมของ SINGER ประมาณ 50 สาขาในช่วงครึ่งปีหลัง และตั้งเป้าเพิ่มยอดขายได้อีก 1,000 ล้านบาทภายในปี 59ขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 17.99ล้านบาท หรือ 0.00323บาทต่อหุ้น ลดลง 87% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 139.05ล้านบาท หรือ 0.03654บาทต่อหุ้น,ขณะที่ ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 26.19 ล้านบาท หรือ 0.07 บาทต่อหุ้น ลดลง 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 30.52 ล้านบาท หรือ 0.15 บาทต่อหุ้น、ผล บอล พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ เมื่อ คืน、ขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกขาดทุนสุทธิ 12.83 ล้านบาท หรือขาดทุนต่อหุ้น 0.013บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนขาดทุนสุทธิ 10.18 ล้านบาท หรือขาดทุนต่อหุ้น 0.011 บาทเนื่องจากไตรมาส 2/58 รายได้จากการขายและให้บริการลดลงที่ 69.56 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 110.73 ล้านบาท ,ขณะที่ ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 59.57 ล้านบาท หรือ 0.0047 บาทต่อหุ้น เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีขาดทุนสุทธิ 15.41 ล้านบาท หรือ 0.0001 บาทต่อหุ้น โดยผลการดำเนินงานงวด 3 เดือนที่พลิกมีกำไร เนื่องจากบริษัทฯมีการควบคุมต้นทุนการผลิตได้ดีกว่าปี 57นอกจากนี้การที่บริษัทเข้าร่วมทุนในบริษัทที่จะจดทะเบียนจัดตั้งในประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เพื่อประกอบธุรกิจบริการให้สินเชื่อรายย่อย Microfinance โดยจัดตั้งในชื่อนิติบุคคล JP Finance Co.,Ltd. (JF) ทุนจดทะเบียน เริ่มแรกจำนวน ประมาณ 20,000,000 บาท แบ่งเป็นจำนวน 2,000,000 หุ้นโดยมองว่า หากจีนมีการประกาศลดค่าเงินอีก ธปท.ก็ไม่มีนโยบายที่จะเข้าไปฝืน แต่คงปล่อยให้เป็นไปตามกลไก และติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากพบว่ามีความผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญจนส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไม่สามารถแข่งขันได้ ธปท.ก็อาจจะต้องเข้าไปดูแลบ้าง ราคาหุ้นบริษัท ตงฮั้ว คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TH ปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ 1.23 บาท ลบ 0.17 บาท หรือ 12.14% สูงสุดที่ 1.24 บาท ต่ำสุดที่ 1.18 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 10.61 ล้านบาท ราคาร่วงแรงเหตุงบฯ Q2 ยังขาดทุนต่อเนื่องMACD ปรับตัวเพิ่มขึ้นทดสอบเส้นค่าเฉลี่ยในแดนลบ เครื่องมือทางเทคนิคชี้วัดแนวโน้มลงเคลื่อนไหวเหนือแนวโน้มขึ้น RSI ปรับตัวเพิ่มขึ้นทดสอบระดับ 40ทั้งนี้ สภาพัฒน์ ระบุว่า ผลผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/58 เติบโตชะลอลงมาที่ 2.8% เทียบกับ 3% ในไตรมาส 1/58 เนื่องจากเศรษฐกิจภาคนอกเกษตรชะลอลง 3.5% ส่วนภาคเกษตรหดตัว 5.9% ขณะที่ GDP ปรับฤดูกาลทรงตัวที่ 0.4% เทียบกับที่ขยายตัว 0.3% ในไตรมาสที่แล้วขณะเดียวกัน การที่พันธมิตรของ CPL มีเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่แข็งแกร่งและหลากหลาย จะช่วยทำให้ CPL สามารถลดภาระเงินทุนหมุนเวียนและสินค้าคงคลังจากระยะเวลาการจัดหา รวมถึงระยะเวลาการเก็บวัตถุดิบที่สั้นลง DNA กำไร Q2 ทรุด หลังทยอยปิดสาขาโฮมเอนเตอเทนท์ในครึ่งปีแรกสำหรับการลงทุนรวม ชะลอลง 2.5% เทียบกับที่ขยายตัว 10.7% ในไตรมาสที่แล้ว โดยการลงทุนภาครัฐชะลอลง 24.7% ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชน หดตัว 3.4% ส่วนภาคต่างประเทศ ดุลการค้าและดุลบริการ ณ ราคาประจำปี เกินดุล 291.1 พันล้านบาท โดยดุลการค้าเกินดุล 261.9 พันล้านบาท และดุลบริการเกินดุล 29.2 พันล้านบาทสำหรับทิศทางการเติบโตของธุรกิจในครึ่งปีหลัง 58 คาดว่าผลการดำเนินงานจะกลับมาโดดเด่นได้อีกครั้ง จากการปรับกลยุทธ์การขยายตลาดในธุรกิจเคมีภัณฑ์ เพื่อต่อยอดธุรกิจ หลังจากการควบรวมกิจการระหว่าง APC แล้ว โดยการมุ้งเน้นการขยายฐานลูกค้า และเปิดตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า กัมพูชา และลาว,ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในปีนี้จะควบคุมไม่ให้เกิน 3-4% จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.6% โดยเป็นผลมาจากการติดตามหนี้อย่างใกล้ชิดทำให้การจัดระดับชั้นลูกหนี้ดีขึ้น นอกจากนี้บริษัทมีแผนที่จะซื้อมูลหนี้จากสถาบันการเงินจำนวน 1,000 ล้านบาทในช่วงที่เหลือของปีนี้ น้ำมันดิบปิดบวกรับแรงซื้อกลับหลังร่วงหนัก。

ในช่วงแรกนั้น ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงไปกว่า 100 จุด หลังจากมีรายงานว่าดัชนีภาวะธุรกิจโดยรวม (Empire State Index) ร่วงลงในเดือนส.ค. เนื่องจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อใหม่และยอดส่งออก แต่หลังจากนั้นไม่นาน ตลาดหุ้นนิวยอร์กพลิกกลับมาเคลื่อนไหวในแดนบวกและปิดตลาดปรับตัวขึ้น เพราะได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มธุรกิจสร้างบ้าน หลังจากสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ของสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านพุ่งขึ้นในเดือนส.ค.อยู่ที่ระดับ 61 ใน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2005 ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐขอบคุณที่มา SANOOK.comกราฟ NCH กลับมาเคลื่อนตัวในแนว minor up trend อีกครั้งหนึ่ง โดยมีกรอบแนวต้านแรกที่ 2.0 บาทจากนี้ไป และมี RSI สนับสนุนการเกิดสัญญาณซื้อนี้ คาดว่าราคาจะค่อยๆ ปรับตัวขึ้นต่อไป หากอ่านแนวนี้ด้านบนจะโล่งถึง 2.30 บาท แนะนำเก็งกำไรราคาปิด 17.80 แนวรับ 17-16.80 แนวต้าน 18, 19-19.30,ขณะที่ ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 681.27 ล้านบาท หรือ 1.4117 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 4202% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 15.84 ล้านบาท หรือ 0.0328 บาทต่อหุ้น、 TPIPL ไม่ปลื้ม! งบฯ 2Q/58 ขาดทุน190.99 ลบ.เหตุรายได้หด-ค่าใช้จ่ายพุ่ง 12 บจ.โดนใบสั่งตลท.แขวนป้าย SP เหตุไม่ส่งงบฯการเงินตามกำหนดSET Index: 1416.66 ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปทดสอบแนวต้านของเส้นแนวโน้มขาลงที่บริเวณ 1416 จุด และเริ่มมีสัญญาณทะลุผ่านขึ้นไปได้ ทำให้แนวโน้มของ SET Index มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 1420 และ 1425 จุด ในขณะที่โครงสร้างของการฟื้นตัวในสัปดาห์นี้อยู่ที่บริเวณ 1440 จุด จึงทำให้การปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปทดสอบแนวต้านที่ 1440 จุด ควรใช้เป็นจังหวะขายหุ้นออกบางส่วน เพื่อรอการะทลุผ่านแนวโน้มขาลกลับขึ้นไปและมีแนวรับที่ 1408-1410 ถ้าหลุด จะมีโอกาสปรับตัวลดลงต่อเนื่องทดสอบแนวรับสำคัญที่ 1400 จุดประกอบกับมีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาทักษะพนักงาน การเตรียมงานสำหรับงานโครงการและ กิจกรรมเพื่อสังคม การกุศลทีเพิ่มขึ้นบริษัทฯมี EBITDA เท่ากับ 14.60 ล้านบาทลดลง 60.95% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักรายได้จากการขายและบริการลดลงในส่วนของโครงการติดตั้ง, หลอด LED,ชหุ้น/ราคา ความเห็นขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 15.85 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.02 บาทต่อหุ้น จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 12.64 ล้านบาท หรือมีกำไรต่อสุทธิ 0.11 บาทต่อหุ้น , PIMO เผยงบฯ Q2 กำไรลดลงเหลือ 6.77 ลบ. หลังต้นทุน-ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มราคาหุ้นบริษัท ตงฮั้ว คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TH ปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ 1.23 บาท ลบ 0.17 บาท หรือ 12.14% สูงสุดที่ 1.24 บาท ต่ำสุดที่ 1.18 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 10.61 ล้านบาท ราคาร่วงแรงเหตุงบฯ Q2 ยังขาดทุนต่อเนื่อง TIPCO อวดงบฯ Q2/58 สวยหรู พลิกกำไรกว่า 360 ลบ.สำหรับการอุปโภคบริโภค ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% ของ GDP ปรับตัวลง 0.8% เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน รวมทั้งราคาอาหารและของใช้ประจำวันที่ปรับตัวสูงขึ้น,แต่ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่รุมเร้า เช่น การส่งออกที่หดตัวสูงกว่าที่คาดและรายได้ภาคเกษตรลดลงจากราคาสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ตกต่ำตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มเติบโตได้ต่ำกว่าที่คาดไว้เดิม จากทั้งภาคการผลิตอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวกว่าที่คาดและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงส่งผลต่อต้นทุนการนำเข้าเครื่องจักร、fafa855 ฟรี เครดิต、กลยุทธ์: โมเมนตัมยังบวก แต่เพิ่มความระมัดระวัง แม้เรามีมุมมองเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของตลาดระยะสั้น แต่ในทางกลยุทธ์ การฟื้นตัวขึ้นสู่ระดับ 1,420-1,440 จุด จะเป็นจุดที่เผชิญความเสี่ยงนการขายทำกำไร นักลงทุนระยะสั้นหรือผู้ซื้อที่ 1,380+/- หรือผู้ที่มีหุ้นมากควรแบ่งทำกำไรบางส่วน ผู้เก็งกำไรใช้ 1,395 เป็นจุดชะลอการลงทุน,สำหรับผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2 สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.58 บริษัทมีรายได้รวม 314.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.31 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 7.99% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 291.68 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 7.34 ล้านบาท ลดลง 0.9 ล้านบาท หรือคิดเป็นลดลง 10.92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรอยู่ที่ 8.24 ล้านบาท สัปดาห์หน้าวันที่ 17 ส.ค.58 ติดตามการประกาศตัวเลข GDP Growth งวด 2Q58 ของไทยของสภาพัฒน์ฯ จากผลสำรวจของ Bloomberg พบว่านักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ 17 แห่ง คาดการณ์ GDP Growth งวด 2Q58 โดยมีค่ากลางที่ 2.8% yoy หาก สภาพัฒน์ฯ รายงานออกมาต่ำกว่าที่คาด เชื่อว่าจะเป็นผลต่อการปรับลดประมาณการทั้งปีของแต่ละสำนักวิจัย และน่าจะสร้างกดดันต่อตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่หากผลออกมาดีกว่าคาด ตลาก็น่าจะตอบรับเชิงบวกมาก เพราะในงวด 1Q58 GDP Growth จะอยู่ที่ 3% หากงวดนี้ดีกว่า 2.8% อาจทำให้มีการคาดหวัง GDP Growth ทั้งปีที่ใกล้ 3% ได้ เพราะนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มองว่า ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจมีโอกาสจะโตใกล้เคียงครึ่งปีแรก อย่างไรก็ตาม ตัวเลขชี้นำเศรษฐกิจที่ออกมาก่อนหน้านี้ มีทิศทางเป็นไปในเชิงลบ ไม่ว่าจะเป็น ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค การส่งออก ที่ออกมาแย่กว่าคาด รวมไปถึงการใช้จ่ายงบลงทุนของภาครัฐที่ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย อาจทำให้ GDP Growth งวด 2Q58 มีโอกาสออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดหวังได้อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและมั่นคง ทั้งอัตราแลกเปลี่ยน ดุลบัญชีเดินสะพัด การจ้างงานและเงินเฟ้อ ซึ่งไม่เป็นประเด็นที่ทำให้ไทยขาดเสถียรภาพ。

The Seoul Central District Court ruling might help lower temperatures, but a political solution is needed to improve South Korea’s relations with Japan.

After the Latest Forced Labor Court Ruling, Where Do Japan-South Korea Relations Stand?
Credit: Depositphotos

Relations between South Korea and Japan have been at a nadir since 2018, when the South Korean Supreme Court ruled in two cases that workers used as forced labor by Japan during World War II were entitled to financial compensation from Mitsubishi Heavy Industries Ltd. and Nippon Steel. But a recent decision by the Seoul Central District Court on the issue of forced labor may add more confusion than clarity to an issue that has strained relations between the two countries.

The case before the Seoul Central District Court was the largest of nearly two dozen cases on the forced labor issue moving through the South Korean court system. The case involved about 85 victims and their families suing 16 Japanese firms.

Rather than ruling in the plaintiffs’ favor, as was expected based on the 2018 Supreme Court decision, the Seoul Central District Court dismissed the case and instead decided to follow the minority decision from the 2018 Supreme Court case in arguing that the 1965 Agreement on the Settlement of Problems Concerning Property and Claims and? on Economic Cooperation with Japan limited the right to sue.

The Seoul Central District Court also argued that not dismissing the case could damage South Korea’s relations with the United States if the International Court of Justice found that South Korea violated the Claims Agreement. In dismissing the case, Justice Kim Yang-ho said, “Proceeding with the case could result in breaching international law … and trigger adverse effects globally if its final ruling is forcibly implemented.”

The decision partially affirms Japan’s long-held position that the issue of compensation for forced labor (and other colonial-era abuses) was “settled completely and finally” as part of its 1965 normalization treaty with South Korea. However, the Seoul Central District Court noted, “We cannot say that an individual’s right to claims completely expired under the agreement but it is right to interpret that a South Korean national is limited in exercising it against Japan or a Japanese national.”

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

In dismissing the plaintiffs’ case but noting that their right to compensation had not been completely resolved by the 1965 treaty, the Seoul Central District Court in essence argued that the legal path to compensation should be closed but that the political path should remain open.

In response to the decision, this is in essence what some commentators in South Korea have argued. The conservative JoongAng Ilbo, for example, has suggested that the decision has opened the door for negotiations and created an opportunity for the Moon government to test the theory of reconciling with Japan. On the other hand, the progressive Hankyoreh criticized the decision for contradicting the Supreme Court and including non-legal considerations such as the potential impact on the South Korea-U.S. alliance.

However, the plaintiffs in the case have signaled that they will appeal the decision so any political space created by the decision could be short-lived. It is rare for a lower court to contradict a Supreme Court decision and the Seoul Central District Court’s decision is likely to be reversed on appeal. Any window created by the decision for a political solution to the forced labor issue will be constrained by the speed with which the victim’s appeal is heard and the timing of decisions on the remaining cases.

Finding a political resolution, however, remains challenging as the issue of forced labor is not the only area of contention between South Korea and Japan.

Around the same time as the two Supreme Court decisions on forced labor, the South Korean government announced it would formally dissolve the Reconciliation and Healing Foundation set up under the 2015 agreement on “comfort women,” a euphemism for women forced to sexually service the Japanese military during World War II. That agreement was supposed to “finally and irreversibly” resolve the issue of Japan’s use of South Korean women as sex slaves during World War II. The decision to close the foundation established to compensate the victims was seen by Japan as undermining the agreement.

If the dispute over the comfort women had remained confined to the dissolution of Reconciliation and Healing Foundation it might have only been a momentary issue in the relationship, but the issue of the comfort women has also returned to the South Korean court system.

Earlier this year, the Seoul Central Court District ruled that Japan was liable for compensation to the comfort women and that sovereign immunity did not apply because of the “anti-humanity acts systematically planned and perpetrated by the accused.” Japan refused to accept the verdict and Prime Minister Suga Yoshihide said that “South Korea should take steps to correct violations of international law and that the ruling will never be accepted.”

A separate Seoul Central Court District decision a few months later contradicted that decision when it dismissed a case brought by a different group of comfort women. In the second case, the court argued that sovereign immunity did apply to Japan. Similar to the recent decision on forced labor, the judge in the case also considered the diplomatic implications of the case. Judge Min Seong-cheol said that “If an exception on state immunity is acknowledged, a diplomatic clash would be inevitable during the process of forcing the ruling’s implementation.”

The disputes over forced labor have also moved beyond the courtroom and diplomatic statements. Despite Japan’s denial of its linkage to the issue of forced labor, Tokyo’s decision to weaponize its economic relationship with South Korea further deepened distrust in the relationship and resulted in South Korea also removing Japan from its white list of trusted trade partners and a boycott of some Japanese consumer items by the South Korean public. South Korea also threatened to withdraw from its intelligence sharing agreement with Japan, but ultimately maintained the agreement under U.S. pressure.

Even if there was a will to improve relations South Korean President Moon Jae-in and Suga find themselves in weakened political positions. Moon’s single term presidency ends next May and his approval rating has fallen from its early pandemic highs of 70 percent to 36 percent. Suga faces similar political challenges, with elections this fall and a cabinet approval rating of 32.2 percent.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Ultimately, there is unlikely to be resolution to these cases until Seoul and Tokyo reach a political decision to resolve the issue and improve relations. The Seoul Central District Court’s decision on the issue of forced labor, combined with the earlier decision on the comfort women, creates confusion in the legal process, but could also provide the political space for South Korea and Japan to engage in deeper discussions on how to improve their relations. The question is whether the two governments will take the opportunity to engage in discussions that will help to bring resolution to these issues.