Interviews | Diplomacy | Politics | East Asia

pokermusic: Former Indian Foreign Secretary Vijay Gokhale on the Tiananmen Square Massacre

เทคนิคยิงปลาhuawei,SET Index : แนวต้านสำคัญ 1440 แนวรับ 1420ดาวโจนส์ปรับตัวลงตั้งแต่ตลาดเปิดทำการ และเคลื่อนตัวผันผวนจนกกระทั่งปิดในแดนลบ หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า จีดีพีประจำไตรมาส 2 ปีนี้ ขยายตัว 2.3% หลังจากที่ขยายตัวเพียง 0.6% ในไตรมาสแรก อย่างไรก็ตาม จีดีพีไตรมาส 2 ขยายตัวน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 2.5% นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันหลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 25 ก.ค.อยู่ที่ 267,000 ราย เพิ่มขึ้น 12,000 รายจากสัปดาห์ก่อนหน้า、 กูรูชู 5 หุ้นน่าลงทุนประจำเดือนส.ค.มอง SET มี Downside จำกัด PTT = 320 / 324, CPALL = 47.75 / 48.50, WlCE = 3.24 / 3.34, PK = 4.50 / 5.00, KBANK = 176 / 178 ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ระบุกรณีอัตราเงินเฟ้อติดลบอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ส่วนตัวไม่รู้สึกกังวลแต่อย่างใด เพราะมองว่ามาจากปัจจัยเรื่องของภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่องและปัจจัยจากค่าเงินเยนของญี่ปุ่นมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ส่งผลกระทบต่อประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ทั้งจีน เกาหลีและไทย ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของทุกประเทศ และเมื่อส่งออกไม่ดี ก็ส่งผลทำให้การนำเข้าสินค้าของประเทศใหญ่ๆลดลงไปด้วย,ราคาปิด 19.70 ตัดขาดทุน 18.90บล.กสิกรไทย แนะนำ ซื้อ CENTEL โดย CENTEL จัดประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เรามีมุมมองเป็นบวกเนื่องจากเราคาดแนวโน้มกำไรไตรมาส 2 ปี 2015 น่าจะประทับใจจากธุรกิจโรงแรมที่เติบโตแข็งแกร่งและอัตรากำไรที่สูงขึ้นของธุรกิจอาหาร ยังคงเป้าหมายกำไรปี 2015 และ ราคาเป้าหมาย CENTEL ที่ 42 บาท แนะนำ ซื้อ CENTEL เป็น Top pickวันนี้เคลื่อนไหวค่อนข้างกว้างลงไปแตะ 35 (บาท/ดอลลาร์) ตามแรงซื้อขาย โดยปัจจัยที่ตลาดจับตาดูการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 5 ส.ค.58 ซึ่งคาดการณ์ว่า กนง.จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปีเช่นเดิม นอกจากนี้ยีงมีการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมของสหรัฐ นักบริหารเงินกล่าว SET พรุ่งนี้ Sideway ขณะตลาดรอผลประชุม กนง.อนึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 ก.ค.58 ทาง ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์ ระบุว่าเกิดกระแสข่าวว่าYTO Express Co,Ltd.ผู้นำด้านการให้บริการด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจรในประเทศจีนอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าซื้อกิจการ AJD,หุ้นทวิตเตอร์ร่วง 14.50% เนื่องจากแม้รายได้ปรับตัวสูงขึ้น แต่นักวิเคราะห์มองว่า การเติบโตของผู้ใช้ที่ไม่ค่อยหวือหวาเท่าที่ควร และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้นำของบริษัทได้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน คอนเฟิร์มแล้ว! AJD เซ็น MOU กับ “YTO Express”KTC แนวโน้มขึ้นทดสอบ 83.00 และ 85.00 79.00 / 78.50 80.50 / 83.00ในขณะเดียวกัน การบริโภคภาคเอกชนซึ่งมีแนวโน้มชะลอตัวอยู่แล้วอาจชะลอลงอีก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ช้ากว่าคาด นอกจากนี้ ภัยแล้งยังส่งผลให้เกษตรกรต้องชะลอการเพาะปลูกออกไป ซึ่งโดยปกติการปลูกข้าวจะกินเวลาประมาณ 3-4 เดือน ทำให้เกษตรกรจะมีรายได้จากการขายข้าวมาจับจ่ายใช้สอยล่าช้าไปจนถึงช่วงปลายปี 11.30 12.20หุ้นเชฟรอน คอร์ปปอเรชัน ดิ่งลง 4.89% หลังจากบริษัทเปิดเผยรายได้ไตรมาส 2 ปีนี้อยู่ที่ 571 ล้านดอลลาร์ ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปีที่แล้วที่ 5.7 พันล้านดอลลาร์ โดยผลประกอบการไตรมาส 2 ของเชฟรอนออกมากย่ำแย่ที่สุดในรอบ 7 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากการร่วงลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเช่นกัน ส่วนหุ้นตัวอื่นๆ ในกลุ่มพลังงานนั้น หุ้นโคโนโคฟิลิปส์ ดิ่งลง 3.3% หุ้นเมอร์ฟีย์ ออยล์ ร่วงลง 5% และหุ้นทรานส์โอเชียน ร่วงลง 4.9%ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขึ้นเครื่องหมาย NP หลักทรัพย์ของ NMG ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2558 พร้อมกับขอให้ NMG ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ภายในวันที่ 5 สิงหาคม 2558 ดังนี้สำหรับแผนงานที่กำหนดไว้ในปีนี้จะมีการเปิดโครงการใหม่ทั้งหมด 5 โครงการ รวมมูลค่า 2,000-3,000 ล้านบาท โดยช่วงครึ่งปีแรกเปิดไปแล้ว 3-4 โครงการทั้งคอนโดมิเนียมโลว์ไรซ์และไฮไรซ์ ขณะที่ครึ่งปีหลังจะเปิดอีก 1-2 โครงการ ซึ่ง 1 ในนั้นเป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรซ์มูลค่าโครงการราว 400-500 ล้านบาท เป็นอาคารพักอาศัย 8 ชั้น จำนวน 70-80 ยูนิตด้านการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา นับว่าไม่ได้รวดเร็วอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ เครื่องชี้เศรษฐกิจในไตรมาสสอง สะท้อนภาพกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศยังคงฟื้นตัวอย่างช้าๆ อุปสงค์ในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคและการลงทุนก็ยังอยู่ในระดับต่ำ การบริโภคสินค้าคงทนหดตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี โดยลดลงถึงร้อยละ 7.5 ในช่วง ครึ่งแรกของปี News summary: สรุปข่าวประจำวันที่ 3 ส.ค.58,5 อันดับหุ้นที่หนุนดัชนี มีดังนี้ด้านบล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่า แม้ว่าก่อนหน้านี้ได้ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิของ RS ลงกว่า 55% จากเดิม 473 ล้านบาทเป็น 165 ล้านบาท พร้อมปรับราคาพื้นฐานเหลือ 15 บาท จากเดิม 17.10 บาท ตามทิศทางยอดขายโฆษณาที่ไม่เป็นไปตามเป้า ประกอบกับมีต้นทุนในการดำเนินงานสูง แต่ยังคงคำแนะนำ ซื้อ โดยเชื่อว่าด้วยศักยภาพ RS ที่มีเรตติ้งอันดับ 4 ของทีวีดิจิตอล จะสามารถดึงเงินโฆษณากลับมาได้ แม้ผลประกอบการครึ่งปีแรกยังขาดทุนสุทธิ UNIQ 17.90 ยกตัวขึ้นด้วยแรงซื้อหนาแน่นพร้อมสัญญาณหนุนจาก RSI ระยะสั้นยังดูดี เก็งกำไร แนวรับ 17.60 แนวต้าน 18.50, 19.00 Cut loss 17.40 บ.อนึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 ก.ค.58 ทาง ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์ ระบุว่า เกิดกระแสข่าวว่า YTO Express Co,Ltd. ผู้นำด้านการให้บริการด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจรในประเทศจีน อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าซื้อกิจการ AJD อย่างไรก็ตาม ตลาดได้แรงหนุนจากการคาดการณ์การประชุมกนง.ที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 ส.ค.นี้ ที่อาจจะมีการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ ทำให้มีแรงซื้อเข้ามาที่หุ้นในกลุ่มแบงก์。

มาทำให้คาดว่าระดับราคากำลังจะมี Technical Rebound อย่างจริงจังอีกครั้ง หุ้นที่น่าเก็งกำไร Pattern ทางเทคนิคสวยและมี Volume เข้าในช่วงเช้า FSMART เป้าหมายทางเทคนิค 15.70 บาท THE เป้าหมายทางเทคนิค 9.50 บาท TPAC เป้าหมายทางเทคนิค 8.00 บาท。 หุ้นเชฟรอน คอร์ปปอเรชัน ดิ่งลง 4.89% หลังจากบริษัทเปิดเผยรายได้ไตรมาส 2 ปีนี้อยู่ที่ 571 ล้านดอลลาร์ ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปีที่แล้วที่ 5.7 พันล้านดอลลาร์ โดยผลประกอบการไตรมาส 2 ของเชฟรอนออกมากย่ำแย่ที่สุดในรอบ 7 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากการร่วงลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเช่นกัน ส่วนหุ้นตัวอื่นๆ ในกลุ่มพลังงานนั้น หุ้นโคโนโคฟิลิปส์ ดิ่งลง 3.3% หุ้นเมอร์ฟีย์ ออยล์ ร่วงลง 5% และหุ้นทรานส์โอเชียน ร่วงลง 4.9%ในขณะเดียวกัน การบริโภคภาคเอกชนซึ่งมีแนวโน้มชะลอตัวอยู่แล้วอาจชะลอลงอีก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ช้ากว่าคาด นอกจากนี้ ภัยแล้งยังส่งผลให้เกษตรกรต้องชะลอการเพาะปลูกออกไป ซึ่งโดยปกติการปลูกข้าวจะกินเวลาประมาณ 3-4 เดือน ทำให้เกษตรกรจะมีรายได้จากการขายข้าวมาจับจ่ายใช้สอยล่าช้าไปจนถึงช่วงปลายปี ,และปีนี้ยังคงแผนปิดสาขาที่ขาดทุนออกไปราว 40 สาขา รวมทั้งมีแผนคุมค่าใช้จ่ายด้วยการลดแผนขยายสาขาร้านอาหารใหม่ปีนี้จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 70 สาขา เหลือเพียง 50 สาขา โดยปี 2558 คาด CENTEL มีกำไรปกติ 1,950 ล้านบาท พลิกเติบโตในอัตราสูงถึง 69%YoY ส่วนประเด็นการเข้าประมูลซื้อ KFC จากบริษัทแม่ YUM ที่มีแผนขายสาขา KFC 50% จากที่มีอยู่ 350 สาขา คาดจะได้ข้อสรุปในปีนี้ ซึ่งหาก CENTEL ชนะประมูลจะเป็น Upside ต่อประมาณการเพราะ KFC ถือเป็นแบรนด์ไก่ทอดที่แข็งแกร่งในตลาดไทย Theme : Bottom Play เริ่มโปรโมชั่นแสตมป์เซเว่นอีกครั้งในช่วง ไตรมาส 3/58, กูรูชู 5 หุ้นน่าลงทุนประจำเดือนส.ค.มอง SET มี Downside จำกัด,สำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่าดัชนี Stoxx Europe 600 ขยับขึ้นเกือบ 0.1% ปิดวานนี้ (31 ก.ค.) ที่ 396.37 จุด,ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 5,082.61 จุด เพิ่มขึ้น 36.19 จุด หรือ +0.72%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมันปิดที่ 11,308.99 จุด เพิ่มขึ้น 51.84 จุด หรือ +0.46% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,696.28 จุด เพิ่มขึ้น 27.41 จุด หรือ +0.41%ดังนั้นขอให้ประชาชนที่ยังไม่ลงทะเบียนซิมเติมเงินนำเอกสาร ได้แก่ บัตรประชาชน และซิมโทรทัศน์มือถือ ไปลงทะเบียนยังจุดบริการโทรศัพท์มือถือทั้งเอไอเอส ดีแทค และทรูภายในวันนี้ ธนาคารกลางจีน (PBOC) เปิดเผยผ่านทางเว็บไซต์ในวันนี้ว่า ธนาคารกลางจีนได้จัดสรรเงินกู้ระยะกลาง (MLF) มูลค่า 2.5 แสนล้านหยวน ซึ่งมีระยะเวลา 6 เดือนให้แก่ธนาคารต่างๆ ที่อัตราดอกเบี้ย 3.35% ในเดือนก.ค. หลังจากที่ธนาคารกลางจีนได้รับเงินคืนจากเงินกู้จากโครงการเงินกู้ระยะกลาง (MLF) วงเงิน 3.84 แสนล้านหยวนซึ่งครบกำหนดในเดือน ก.ค. ส่งผลให้ธนาคารกลางจีนได้รับเงินถึง 3.8 แสนล้านหยวนภายใต้โครงการดังกล่าวภายในช่วงสิ้นเดือนก.ค.ด้านสต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 363,000 บาร์เรล สู่ระดับ 215.9 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 28 เดือนพ.ย.2014 ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าอยู่ในระดับทรงตัวส่วนสต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล เพิ่มขึ้น 2.6 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 144.1 ล้านบาร์เรล เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรล SET พุ่งเกือบ 12 จุด หลังขุนคลังงัด 6 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (4 ส.ค.) คาดว่าตลาดจะแกว่ง Sideway ถึง Sideway-up พร้อมให้แนวรับ 1,431-1,427 จุด ส่วนแนวต้าน 1,449-1,454 จุด ,ดังนั้น นักลงทุนจึงควรเฝ้าติดตามข่าวสารอย่างระมัดระวัง เนื่องจากกระแสข่าวลือก่อนหน้านี้ ได้พุ่งเป้าตรงไปที่ กลุ่มอาลีบาบาเตรียมเข้าซื้อกิจการของ AJD ซึ่งการที่ข่าวลือออกมาเช่นนี้ อาจสร้างกระแสความน่าสนใจได้มากเกินความเป็นจริง โดยในข้อเท็จจริงแล้ว กลุ่มอาลีบาบา เป็นเพียงแค่ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยของ YTO Express Co,Ltd. เท่านั้น ดอลลาร์อ่อนค่าลงเนื่องจากนักลงทุนคาดว่า เฟดอาจชะลอการตัดสินใจเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ย หลังจากมีรายงานว่าดัชนีต้นทุนการจ้างงาน (ECI) ในสหรัฐ ซึ่งเป็นมาตรวัดต้นทุนแรงงานที่กว้างที่สุด ขยับขึ้นเพียง 0.2% ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นน้อยที่สุดในรอบ 33 ปี และน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.6% ทั้งนี้ ดัชนี ECI ถือเป็นมาตรวัดที่น่าเชื่อถือสำหรับภาวะตลาดแรงงาน และเป็นตัวคาดการณ์ที่ดีสำหรับอัตราเงินเฟ้อ บล.เออีซี แนะนำ BUY ราคาเป้าหมาย 45.00 บาท/หุ้นช่วงครึ่งหลังปี 58 คาดกำไรยังโตสดใสจากปีก่อนเพราะนอกจากปีก่อนจะมีฐานกำไรต่ำจากธุรกิจโรงแรมได้รับผลกระทบหนักจากปัญหาการเมือง ภายใต้สถานการณ์การเมืองไทยที่นิ่งและการไหลเข้ามาเที่ยวไทยของชาวจีน ทำให้ปัจจุบันธุรกิจโรงแรมยังมี Sentiment บวกต่อเนื่อง SET ปิดเช้าทรงตัว ADVANC ซื้อ-ขายสูงสุด 751.07 ลบ. แนวโน้มผลการดำเนินงานยังเติบโตได้ดีทั้งในเชิงแนวโน้มผู้โดยสาร และการบริหารต้นทุน โดยราคาน้ำมันเครื่องบินเฉลี่ยในปี 58 ยังต่ำกว่า ปี 57。

“For a brief moment in time there was a spirit of openness and questioning, and I saw a side of the Chinese people that I have had no occasion to see again.”

Former Indian Foreign Secretary Vijay Gokhale on the Tiananmen Square Massacre
Credit: Flickr/AK Rockefeller

Reflecting on the brutal 1989 crackdown by the People’s Liberation Army on protesting students and activists who had occupied Beijing’s sprawling Tiananmen Square, Chinese writer Ma Jian once wrote “We were all victims of the massacre, whether we survived 4 June or not. Fear and avarice were crushing morality.” More than three decades later, as news of the Chinese Communist Party’s (CCP) repression in Xinjiang and Hong Kong becomes alarmingly commonplace, it is hard not to think of the past as prologue, that massacre was harbinger of the CCP’s slow but steady turn toward totalitarianism, now so starkly evident. The party’s fear and avarice continue to crush morality, with even greater impunity.

But because of this very link between the CCP’s past and present penchant for brutal silencing of dissenting voices, interest in the events of the spring of 1989 continues unabated, with new accounts of the massacre and the events leading up to it emerging in the recent years. A new book, “Tiananmen Square, The Making of a Protest: A Diplomat Looks Back,” by former Indian Foreign Secretary Vijay Gokhale greatly adds to this collection. A diplomat’s analysis shaped by firsthand experience – Gokhale was posted in the Indian Embassy in Beijing at the time, and later served as India’s ambassador to China – the book is, simultaneously, an excellent introduction to a tumultuous period in CCP history as well as a window into how senior Indian officials view the party and its beliefs.

In an email interview with The Diplomat’s Security & Defense Editor Abhijnan Rej, Gokhale discusses the massacre, how it was perceived abroad, and the long shadow it cast over China’s subsequent evolution.

You were posted in Beijing as an Indian diplomat during the events of 1989 in Tiananmen Square. What is the one memory from that time that is still vivid for you?

This event was a defining moment in Chinese politics. I still vividly recall the situation as if it were yesterday, and have dwelt on it in my new book. The abiding memory is of the thousands of Chinese students who came to the Square day after day to demonstrate peacefully. For a brief moment in time there was a spirit of openness and questioning, and I saw a side of the Chinese people that I have had no occasion to see again.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

What was the thinking in New Delhi both about the short- as well as long-term impact of the massacre on China’s domestic trajectory and international relations?

After a long gap of 34 years, India had restarted the dialogue with China at the highest level after Prime Minister Rajiv Gandhi’s visit in December 1988. In the short term, the government in New Delhi was concerned that the newly established equation might be disturbed by these political developments. Public consciousness in India about the developments in China was not as high as in the West and, therefore, the happenings in Tiananmen [Square] did not evoke the sort of interest and introspection as it did elsewhere. The Tiananmen Incident did not disrupt India-China relations and, in fact, marked the beginning of a new modus vivendi that survived until very recently.

At one point in your book, you write that following the dissolution of the Soviet Union, “The Chinese leadership drew the inference that America, and the West, in general, desired to effect regime change in communist states.” Decades later, how prevalent is that sentiment in China?

Since American Secretary of State John Foster Dulles talked about the desire of the West to effect “peaceful evolution” in Communist countries in the direction of democracy, the Chinese leadership has always believed that the West desires regime change. This view was reinforced by the Tiananmen protests, behind which the Chinese leadership saw a “foreign hand.” The collapse of the Soviet Union shocked them, and it became a subject for deep reflection and learning. The principal takeaway is that the Soviet Union collapsed because it had turned its back on its own historical and ideological experiences, and that China should remain true to its core belief in Chinese style socialism under the absolute leadership of the Chinese Communist Party (CPC). The correctness of this “line” is being reiterated under Xi Jinping as the CPC begins the second 100 years of its existence.

You also talk about the May 21, 1989 meeting after martial law had been imposed in Beijing where Deng Xiaoping and other senior leaders concluded that political reforms would be a no-go area. To what extent could Western powers discern this stance at that time?

I am certain that the West quickly realized that a factional struggle was underway in the Communist Party of China, and that [then CPC general secretary] Zhao Ziyang’s dismissal would likely lead to a doubling down on any sort of political liberalization. I do not believe that the West, therefore, entertained any illusions about democracy happening any time soon. If there was a misperception by the West it lay in the expectation that China might become more “normal” and thus amenable to Western influences, with engagement and economic progress. For such reason, the West tended to give them the benefit of the doubt until it was too late. In the past decade it has become clearer that the Communist Party of China is unlikely to “Westernize,” and now a policy adjustment is underway on both sides.

Turning to the present, to what extent do you assess increased centralization of power in the hands of Xi Jinping as a contributor to Chinese intransigence, both at home and abroad? Is Xi’s need to appear uncompromising part of his political survival strategy?

At one level, Xi is significantly centralizing authority. His actions appear as a reversal of Deng Xiaoping’s efforts to institutionalize the distribution of responsibilities and diffusion of power in the top leadership. At another level, however, Xi firmly holds as Deng also did, that the survival of the Communist Party must take precedence over all other factors. His current efforts at centralization, rectification, and re-education of cadres, and promotion of party history and values, ought to be viewed in this light. I think Xi regards it as his historical responsibility, and destiny, to keep the flag flying for the CPC by passing the “red gene” of communism onto the next generations. What might be viewed from the outside as a new phase of centralization, could well be survival strategy.

To your mind, what is the single biggest lacunae in contemporary analyses of China’s medium- and long-term trajectory? ?

We need to thoroughly disabuse ourselves of the notion that the Chinese reason and behave like the West, or even India. They are an old civilization with a long-standing strategic culture and a distinct worldview that is different from that of others. A more in-depth study is needed to isolate and identify the impulses and triggers for action. The West has excellent talent and resources while India has the better civilizational understanding, and collaborative efforts at analysis might yield a more accurate set of benchmarks to determine the long-term trajectory.