Asia Defense | Security | East Asia

play texas holdem online: How Chinese Unmanned Platforms Could Degrade Taiwan’s Air Defense and Disable a US Navy Carrier

ลอตเตอร์xiaomi,โดยบริษัท ศรีสวัสดิ์ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ลงทุนและจัดตั้งบริษัทในประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ชื่อ Srisawad Vietnam LLC ลักษณะธุรกิจ ซื้อขายรถยนต์ทุกประเภทและรถเพื่อการเกษตร เพื่อขยายธุรกิจของบริษัทในประเทศเวียดนาม ทุนจดทะเบียน 33,500,000,000 Dong (ประมาณ 53,473,000 บาท) โดยบริษัท ศรีสวัสดิ์ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง จำกัด ถือหุ้น 100%PIMO ราคาปิด 2.16 แนวรับ 2.12 แนวต้าน 2.30อีกทั้งปัจจุบันบริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจจากบริษัท FRAMO GmbH ประเทศเยอรมนี เพื่อนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาระบบอุปกรณ์และชิ้นส่วนสำหรับยานยนต์เพื่อการขนส่งที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ในเชิงพาณิชย์ U ตั้งบริษัทย่อย “บ.ไพร์ม แอเรีย 38” ลุยพัฒนาอสังหาฯ,ประกอบกับที่ผ่านมาบริษัทเดินหน้าจัดกิจกรรมเพื่อขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่องและคุณภาพในการให้บริการของ BWG ได้รับการยอมรับในตลาดอย่างกว้างขวาง จึงสะท้อนให้ผลประกอบการในงวดสะสม 9 เดือน มีกำไรสุทธิสูงกว่าทั้งปี 57 และมั่นใจว่าในปี 58 ผลประกอบการของบริษัทยังสามารถเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อนหน้าได้แนวรับ : 2.02 1.95ขณะที่บริษัทคาดว่ารายได้ปีนี้จะโตขึ้น 12-15% จากปีก่อนที่มีรายได้ 965 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิงวดปี 58 จะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ จากผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกของปีนี้ กำไรสุทธิอยู่ที่ 50.3 ล้านบาท สูงกว่ากำไรสุทธิทั้งปี 57 ที่ 48.5 ล้านบาทแล้ว เป็นผลมาจากการจำหน่ายสินค้าที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงซึ่งเป็นการพัฒนาศึกษาวิจัยโดยแพลนเน็ตคอม ทำให้มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงโดยเฉลี่ยทั้งปีคาดว่าจะอยู่ที่ 29.7% จาก 27.2% ในปีก่อนหุ้นแนะนำ : ยังชอบชุดหุ้น SPALI ROBINS BH TCAP และ เก็งกำไร BECL เกาะติดหุ้นเด็ด เด็กแนว ราคาปิดประจำวันที่ 30 พ.ย. 58SET ปิด 1,359.70-3.43นอกจากนี้ ตลาดยังขานรับการตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่มีมติอนุมัติให้นำสกุลเงินหยวนเข้าสู่ตะกร้าสกุลเงิน SDR (Special Drawing Right)Hana Microelectronics (HANA TB; THB 36.75) ซื้อเนื่องจากมองว่าในเดือนหน้า (ธ.ค.) มีปัจจัยบวกรออยู่ ทั้งในวันที่ 3 ธ.ค.ที่จะมีการประชุม ECB ซึ่งตลาดฯคาดว่าจะมีการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่ม อย่างการลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก หรือการปรับเปลี่ยนโครงการ QE ซึ่งจะทำให้สภาพคล่องทั่วโลกเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังได้แรงหนุนจากองทุน LTF, RMF ด้วยซึ่งก็คาดว่จะมีเม็ดเงินเข้ามาประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาทในเดือนธ.ค. ดังนั้นช่วงเวลาการเทรดหุ้นในเดือนธ.ค.น่าจะดีกว่าเดือนนี้ (พ.ย.)GPSC ซื้อ ราคาหุ้นเริ่มมีจังหวะฟื้นตัวหลังพักฐานในกรอบรูปแบบ Bullish Flag สอดคล้องกับเส้นค่าเฉลี่ย 7-14-21 วันยังเรียงตัวกันยืนยันแนวโน้มขึ้นต่อเนื่อง เป็นจังหวะซื้อเก็งกำไร มีแนวต้านแรกที่ 24.80 บาท และเป้าหมายถัดไปที่ 25.25 บาทนอกจากนี้จากดัชนี PSR s Fear Greed index พบว่า ดัชนียังคงอยู่ในระดับ Fear และมีแนวโน้มพัฒนาไปสู่ระดับ Extreme Fear ได้ สะท้อนว่านักลงทุนในปัจจุบันยังคงขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน ทำให้ตลาดมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลงมากกว่าการปรับตัวขึ้น,แนะนำซื้อ TU โดยมีแนวรับที่ 18.20 และ 18.00 บาท และมีแนวต้านที่ 18.70 และ 19.00 บาท เป็นจุดขายทำกำไร ,ทั้งนี้ จากผลการดำเนินที่เพิ่มขึ้นมีสาเหตุหลักคือ จำนวนเที่ยวบิน และจำนวนผู้โดยสารโดยรวมของทั้ง 6 ท่าอากาศยานเพิ่มขึ้น รวมถึงบริษัทมีค่าใช้จ่ายลดลงจากปีก่อน MACD ปรับตัวลดลงต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยในแดนลบเครื่องมือทางเทคนิคชี้วัดแนวโน้มลงเคลื่อนไหวเหนือแนวโน้มขึ้นต่อเนื่อง RSI ฟื้นตัวเหนือระดับ 30。

พร้อมกันนี้บริษัทฯได้มีการซื้อประกันความเสี่ยงป้องกันความผันผวนของราคาน้ำมัน (Hedging) ในปีหน้าไว้แล้ว 46-47% บนราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 60-61 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งจะช่วยให้บริษัทฯสามารถควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น และมีความสามารถในการทำกำไรสุทธิโดยเฉพาะในช่วงบ่ายของการซื้อขาย จากการปรับตัวลงของหุ้นอ้างอิง โดย DTAC ปิดตลาด -4.2% ส่งผลให้ Call DW ปรับตัวลง เช่น DTAC28C1604A -22.7% และมีแรงซื้อสุทธิกว่า 4.0 ล้านหน่วยสรุปหุ้น10อันดับแรกที่มีผลดันดัชนีเช้านี้ (1 ธ.ค.)9.50 9.65,SET ปิด 1,359.70-3.43 SET ปิดปรับลง KBANK ซื้อ-ขายสูงสุด 2.95 พันลบ.ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดเช้าปรับตัวเพิ่มขึ้นแข็งแกร่ง โดยดัชนีฮั่งเส็งทะยาน 362.60 จุด หรือ 1.65% ปิดภาคเช้าที่ 22,359.02 จุด หลังจากที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีน ซึ่งมาร์กิตจัดทำร่วมกับไฉซิน เพิ่มขึ้นที่ 48.6 จาก 48.3 ในเดือนต.ค.,ธุรกิจ : ธุรกิจการบริการรถเช่าเพื่อการดำเนินงาน ธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัย ธุรกิจการให้บริการสินเชื่อเพื่อ และธุรกิจการให้บริการจัดการสินเชื่อระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 4.80-5.40 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 4.78 บาท,divine fortune casino、house of fun slots casino、เมื่อวานนี้ ซิติค ซิเคียวริตีส์ ซึ่งเป็นโบรกเกอร์รายใหญ่สุดของจีน ระบุว่าจะร่วมมือกับ CSRC ในการตรวจสอบดังกล่าว ขณะที่กัวเซิน ซิเคียวริตีส์ ซึ่งเป็นโบรกเกอร์รายใหญ่อันดับ 3 ของจีนเมื่อพิจารณาจากสินทรัพย์ เปิดเผยว่า บริษัทก็ถูกตรวจสอบด้วยเช่นกัน ความเห็นเชิงกลยุทธ์ Retail Research : คาดว่าการซื้อ LTF RMF จะคึกคักในเดือนธ.ค. (ซึ่งเป็นเช่นนี้มาทุกปี) และมีแนวโน้มว่ามนุษย์เงินเดือนจะสนใจซื้อ LTF อย่างต่อเนื่องแม้ว่าทางการจะขยายระยะเวลาถือครองจาก 5 ปีปฎิทินเป็น 7 ปีปฎิทิน (มีผลบังคับใช้ในปี 2016) ก็ตาม เนื่องจากมีความเข้าใจและตระหนักในเรื่องของการลดหย่อนภาษีและการออมเงินเงินเพื่อเกษียณมากขึ้น และเราคาดว่าแรงซื้อกองทุน LTF RMF โคงสุดท้ายอีกประมาณ 3 หมื่นล้านบาทจะช่วยพยุงตลาดหุ้นไทยในเดือนธ.ค.2015 นี้ไว้ไม่ให้ปรับลดลงแรง ถ้าไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรง (Shock) เกิดขึ้นทั้งในและต่างประเทศแนวรับ : 1.09กระแสคาดการณ์ดังกล่าวมีความเป็นไปได้มากขึ้น หลังจากสำนักงานสถิติเยอรมนีรายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ขยับขึ้น 0.1% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน และ 0.3% เมื่อเทียบรายปี โดยตัวเลขดัชนี CPI ดังกล่าวสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ อย่างไรก็ดี ดัชนี CPI ยังคงอยู่ต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ระดับใกล้เคียง แต่ไม่เกิน 2%ทั้งนี้กลุ่มหุ้นที่จะได้รับความสนใจลงทุนในกองทุน LTF และ RMF มักจะอยู่ในกลุ่ม SET50 และหุ้นปันผลสูง เพราะเป็นการลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนในระยะยาวและจำกัดความเสี่ยงไว้ไม่ให้สูงมาก ,บริษัทยังคงมีสภาพคล่องที่ดี โดย ณ สิ้นเดือนกันยายน 2558 บริษัทมีเงินสดอยู่จำนวน 4,899 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมเงินจำนวน 1,446 ล้านบาทที่ต้องสำรองไว้ตามเงื่อนไขของสัญญาสัมปทานที่ได้รับจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ บริษัทยังถือหุ้น 25.31% ในบริษัท ซี. เค. พาวเวอร์ ซึ่งมีมูลค่า 4,589 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนกันยายน 2558 ด้วยRes 34.00-35.50 / Sup 32.00ทั้งนี้เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองกลางดังกล่าวข้างต้นแล้ว โดยศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดและมีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง จึงมีคำสั่งให้กลับคำสั่งศาลปกครองกลาง ซึ่งมีผลเป็นการเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองกลาง คำสั่งศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ถึงที่สุดแล้ว และ กสท ไม่อาจอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมมีการร่วมใช้โครงข่ายเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะและประชาชนเป็นอย่างยิ่ง。

A fictional war scenario showcases how emerging technological capabilities could be used in a future Sino-U.S. military confrontation over Taiwan.

How Chinese Unmanned Platforms Could Degrade Taiwan’s Air Defense and Disable a US Navy Carrier

In this Oct. 1, 2009 file photo, a truck loaded with the Chinese made drone, the ASN-207, takes part in a military parade marking China’s 60th anniversary held near Tiananmen Square in Beijing.

Credit: AP Photo/Vincent Thian, File

The question as to whether Taiwan can or should be defended by the United States in the event of Chinese military aggression has caused considerable debate in recent months within the U.S. defense and foreign policy communities. Discussions on this subject have been made more difficult as a result of emerging military technologies, especially in artificial intelligence (AI), cyber, robotics, and hypersonic systems, and questions about how they will impact both the quantitative and qualitative cross-strait military balance between China and Taiwan, as well as between China and the United States.

To help better understand the potential impact of these technologies on military power in East Asia, this short article aims to present a distinct scenario involving possible future military conflict between the United States and China over Taiwan in 2030. The scenario discussed below involves the Chinese People’s Liberation Army’s (PLA) employment of unmanned-aerial-vehicle (UAV) swarms to degrade Taiwanese air-defense systems, and unmanned underwater vehicles (UUVs) to target a U.S. Navy carrier strike group (CSG) in the Philippine Sea. The fictitious scenario in 2030 describes the emerging technological capabilities alongside novel operating concepts and highlights the role of senior decision-makers in determining the character of future conflict. A second section of the article aims to analyze the emerging technological capabilities’ current state of development in China. It should be understood that the scenarios are meant to be illustrative of emerging technological capabilities, operational concepts and leadership choices rather than resolving real political problems or predicting the character and place of actual warfighting in the 2030s.

2030 Scenario: Chinese Unmanned Platforms Degrading Taiwanese Air Defenses and Disabling a U.S. Navy Carrier

The chief of the Joint Staff Department of China’s Central Military Commission was pleased. For the past decade, the chief had been advocating for the more aggressive use of unmanned platforms, both in the air and at sea, but had faced an uphill battle against the “traditionalists,” who insisted that manned aircraft and ships should continue to take the lead in offensive operations. Now, on the third day of China’s war with Taiwan and the United States, the chief’s push for unmanned platforms appeared vindicated because of the almost simultaneous messages received at their headquarters: People’s Liberation Army Air Force (PLAAF) UAVs and People’s Liberation Army Navy (PLAN) UUVs had succeeded, respectively, in knocking out Taiwanese medium- to long-range air defenses and putting the United States’ Ford-class carrier, USS Enterprise, out of action in the Philippine Sea.

The PLAAF had unleashed almost 200 upgraded variants of the GJ-11 unmanned combat aerial vehicle (UCAV), variously fitted with ISR, electronic warfare, and weapon payloads, against Taiwan’s 40 medium- and long-range air-defense batteries. This was the last stage of the PLAAF’s “suppression of enemy air defense” operating concept, adopted in 2028. The UCAV attack was preceded by coordinated ballistic missile and cruise missile attacks, including the use of hypersonic missiles, against Taiwanese command-and-control nodes, and offensive cyber operations that temporarily degraded Taiwanese radar space-based ISR satellite systems.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The Joint Staff Department chief had pushed for the Hongdu GJ-11 and other equivalent UCAVs to enter serial production in 2022, as well as for the opening of a second GJ-11 production line under the 15th Five-Year Plan, in order to reach the goal of 200 operational long-range UCAVs by 2030. These “dispensable” platforms had now proved their worth. Multiple swarms of roughly a dozen UCAVs each ? with each swarm controlled by a single PLAAF operator via satellite links ? attacked all of Taiwan’s surviving MIM-104 Patriot, MIM-23 Hawk, and Tien Kung II and III SAM missile companies.

The more sensational news, however, came from the Philippine Sea, where the USS Enterprise had been put out of action by a swarm of armed UUVs – converted semi-autonomous Yu-9 heavy- weight torpedoes, fitted with AI-enabled sensors – launched from two PLAN Type-093A (Shang II) nuclear-powered attack submarines (SSN). Each SSN had launched over a dozen UUVs well beyond the sensor ranges of the Enterprise Carrier Strike Group (CSG) CSG escort vessels and aircraft. The UUVs were programmed to loiter in the projected transit routes of the CSG in the Philippine Sea, based on data provided by a web of seabed sensors and prepositioned communication buoys planted by the PLAN over the previous decade along the sea approaches to Taiwan.

The chief of the Joint Staff Department had been a strong advocate of “smart minefield” operating concepts, consisting of submarine-launched UUVs loitering for weeks in target areas or in shallower waters sinking to the seabed to await activation, and then ? upon receiving a strike order ? attacking their targets in swarms. To expedite their deployment, the chief had advocated conversion of existing weapons systems – Yu-9 heavyweight torpedoes – into UUVs. Such a UUV swarm had penetrated the CSG’s layered defenses, overwhelming its kinetic and non-kinetic anti-UUV defenses, with two UUVs sinking an Arleigh Burke-class guided-missile destroyer, and two other UUVs hitting and disabling the Enterprise’s four 30-tonne propellers, thereby rendering the carrier hors de combat. While the U.S. Navy had developed countermeasures that might have been expected to defeat the reconfigured torpedoes, the PLA had scored a massive espionage coup against the private U.S. corporation developing the countermeasures package, and was able to neutralize it.

State of Emerging-Technology Developments in 2021: Chinese UAVs

China’s 2019 defense white paper emphasized that “there is a prevailing trend to develop long-range precision, intelligent, stealthy or unmanned weaponry or equipment.” However, UAV swarm technology – defined as a team of drones operating collectively, interacting with each other and working toward a common goal – remains at an embryonic stage of development and is unlikely to affect the battlefield substantially in the near term. China has been developing and producing both unarmed ISR and armed UAVs for two decades. A 2018 paper by the Beijing Joint Armaments Technology Academy on UAV System Development set the specific goal for China’s defense industry to become a global leader in military UAV technology by 2035. China’s 14th Five-Year Plan (2021-25) also emphasizes the development of new UAV capabilities and technology.

In September 2020, China tested a large “suicide drone” formation of up to 200 UAVs in a simulated combat environment. The UAVs (resembling the CH-901 loitering munition) were deployed by the China Academy of Electronics and Information Technology from an array of tubular launchers. Similar tests were carried out in 2017, involving over 100 UAVs undertaking reconnaissance duties in synchronization. China reportedly intends to deploy UAV swarms from warships, ground vehicles, helicopters, and bombers. Institute for International Strategic Studies (IISS) research indicates that China’s defense industry is developing or producing more than 20 different UAV/UCAV variants, with at least 15 of these capable of reaching and operating over Taiwan from the Chinese mainland. The GJ-11, the stealth UCAV mentioned in the 2030 scenario, has reportedly been undergoing testing and evaluation with the UAV testing unit of the PLAAF, 178th Brigade, at Malan airfield in Xinjiang province in western China.

Current UAV development in China and PLA writing on the use of UAVs in future conflict together suggest that the PLA is considering using UAVs for a wide range of missions, including ISR, airborne early warning, strike, loyal wingman (involving a semi-autonomous/autonomous UAV supporting manned aircraft), and cyber and electronic warfare roles. Chinese PLA writing has focused especially on the offensive use of UAV swarms. According to an analysis by two Chinese military strategists, UAV swarms can carry out “omnidirectional defense penetration” and execute multidirectional, saturated combined attacks that may produce cyber, electronic and kinetic effects.

State of Emerging-Technology Developments in 2021: Chinese UUVs

There is little publicly available information on Chinese military UUV programs. In 2019, for the first time the PLAN revealed a UUV, designated HSU001 and apparently tailored for underwater ISR missions. However, HSU001 could also carry armed payloads. While the Yu-9 torpedoes might seem an unlikely candidate for inclusion in this category, there is a trend toward electronic propulsion in torpedoes, which would provide longer range and endurance, making them more UUV-like and more capable of a long-term, loitering-munition (i.e., mine) deployment.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Technical challenges to the successful deployment of UUVs and UUV swarms are manifold. For instance, it is necessary to overcome a host of communication and navigation challenges in order to deploy offensive UUVs against surface warships. Acoustic underwater transmission suffers from latency and low bandwidth and is also highly detectable by an adversary, while optical communication is limited to short ranges. It is also still unclear to what degree AI-enabled operating systems could effectively coordinate UUV swarms in a highly complex operating environment without human supervision. Current battery technology would also make the kind of extensive UUV deployments envisaged in the 2030 scenario very difficult. PLAN UUV development overall appears to still lag behind efforts in the U.S. and other Western countries.

China’s expanding unmanned ocean network, as well as its recent deployment of various autonomous underwater gliders, appears to confirm the PLA’s growing interest in unmanned platforms. Besides China’s ongoing oceanographic activities, the PLAN’s traditional emphasis on mine warfare ? a means to offset Western naval superiority asymmetrically ? may offer insights into future PLAN UUV operating concepts and doctrine. While in Western navies, discussions around the deployment of UUVs have focused on ISR, anti-submarine warfare, mine countermeasures, and logistics, the PLAN could adopt a more kinetic approach by accelerating the R&D of ways to convert existing heavyweight torpedoes into “smart weapons,” which could form the nucleus of autonomous minefields by 2030. The PLAN is likely closely following the discussion outside China about the combined operations of UUVs and crewed sub-surface assets. As early as 2020, the United States had declared that its sub-surface combat capability could not be reliably assessed simply by looking at its submarine count.

In addressing the military challenges of use of force against Taiwan, the PLA has always paid most attention to disabling U.S. CSGs. Since China’s most important military objective is early success in a military campaign against Taiwan ? and its most important targets in this campaign would be U.S. CSGs ? this mission set could well be the most likely to produce strategic surprise with regard to the development of new weapons and associated tactics from the PLA. Advancements in acoustic communications, navigation, and autonomy are accelerating, with new capabilities coming online all the time.

Conclusion

The scenario explored in this article illustrates two main points. First, it underlines the importance of various interacting factors that will shape the outcome of future military conflict, including personal initiative by military or political leaders; novel operating concepts and doctrine; flexible force structure; and new technological capabilities. Second, as a corollary, the scenario aims to challenge any technological determinist narrative on future conflict. Being a technological leader in 4IR technologies will not automatically translate into military success in the future battlespace. In fact, overreliance and trust in technological superiority at the expense of the aforementioned factors may prove to have the opposite effect.

Lastly, a word of caution is necessary. The historical track record of trying to predict the character of future war is poor, with only a handful of examples where military planners “got it right.” It is quite possible that the scenario described above will not transpire during the current decade. Nevertheless, there is still value in trying to forecast future events based on fictitious scenarios. As Lawrence Freedman put it in his book, “The Future of War: A History”: “These works of imagination will often have value in helping to clarify the choices that need to be faced and at times will even turn out to have been prescient. For that reason, many will deserve to be taken seriously. They should all, however, be treated skeptically.”

This article has been adapted from a chapter in the 2021 Regional Security Assessment, which is published annually by IISS.