The Debate

ตรวจ หวย 16 กุมภาพันธ์ 2552: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

top pc games,BA ยืมหุ้น short ค่าระวางเรืออ่อนตัวต่อเนื่อง ปิดวานนี้ขยับลงเล็กน้อย ERW ทุ่มหมื่นลบ. ลงทุน 5 ปี พร้อมรุกอาเซียน-ดันรายได้ปี 59 โต 15%,ราคาปิด 17.90 แนวรับ 17.50-17.2 , 17-16.40 แนวต้าน 18-18.40 RP ตั้งบริษัทย่อย “อาร์พี.แวนทรานสปอร์ต” เพื่อขนส่งผู้โดยสารไม่ประจำทางสำหรับสินค้าของ GTB ที่ผลิตและจำหน่ายสามารถใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมเกือบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมยาและเคมี อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมกระดาษ อุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโรงกลั่น อุตสาหกรรมโรงแรมและโรงพยาบาล รวมไปถึงอุตสาหกรรมก่อสร้าง นอกจากนี้ บริษัทยังมีทีมวิศวกรและช่างผู้ชำนาญงานโดยเฉพาะที่พร้อมจะบริการการซ่อมบำรุงแบบครบวงจรค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นแตะระดับ 1.1289 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 1.1198 ดอลลาร์สหรัฐ เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะระดับ 1.4457ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 1.4425 ดอลลาร์สหรัฐ และดอลลาร์ออสเตรเลียปรับลงแตะระดับ 0.7058 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7080ดอลลาร์สหรัฐ ก.ล.ต.อนุมัติแบบคำขอเสนอขาย IPO เจตาแบค 240 ล้านหุ้น ราคาหุ้น ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ปิดตลาดรอบเช้าราคาอยู่ที่ 165.00 บาท ลบ 4.00 บาท หรือ 2.37% มูลค่าการซื้อขาย 545.13 ล้านบาททั้งนี้ บริษัทยังคงแผนการลงทุนขยายสาขา 3 แห่งในปีนี้ โดยใช้งบลงทุนไม่เกิน 20 ล้านบาท แบ่งเป็น สาขาในพื้นที่อำเภอเทิง อำเภอแม่ขะจาน และอีก 1 แห่งอยู่ระหว่างพิจารณาเลือกพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในจ.เชียงราย โดยจะเปิด 2 สาขาในไตรมาส 1/59 และอีก 1 สาขาจะเปิดในช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ บริษัทอยู่ในระหว่างหาผู้รับเหมาเพื่อประมูลการก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ ขนาด 9,200 ตารางเมตร ซึ่งมีมูลค่าการลงทุน 150-200 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดใช้งานได้ในช่วงปลายปี 59 นี้แนวรับ: 13.9 +/-ขณะที่ ล่าสุดราคาหุ้นบริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือTRCปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 2.20 บาท บวก 0.04 บาท หรือ 1.85% สูงสุด 2.26 บาท ต่ำสุด 2.20 บาท มูลค่าการซื้อขาย 146.77 ล้านบาทนอกจากนี้ นักลงทุนจับตานางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ซึ่งจะแถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในวันนี้ และจะแถลงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันพรุ่งนี้ โดยนักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างรอดูว่า นางเยลเลนจะส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้าหรือไม่ หลังจากที่เฟดได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกรอบเกือบ 10 ปีในการประชุมเดือนธ.ค.ปีที่แล้วBJCHI มีเป้าหมายถัดไปอยู่ที่ 7 บาท และมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่ 7.45 บาท (จุด Stop Loss อยู่ที่ 5.60 บาท)" ดอลล์อ่อนค่า น้ำมันร่วงหนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย"。 บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)หรือIRPCรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2558 (รวมบริษัทย่อย) สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.58 มีกำไรสุทธิ 9.4 พันล้านบาท หรือ 0.46 บาทต่อหุ้น เทียบกับปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 5.23 พันล้านบาท หรือขาดทุน 0.26 บาทต่อหุ้น หรือมีกำไรเพิ่มขึ้น280% โดยปัจจัยที่ส่งผลให้บริษัทพลิกทำกำไรเนื่องจากการเกิด Stock loss ลดลง และมีการดำเนินโครงการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่องอย่างไรก็ตาม ขณะนี้ธนาคารยังอยู่ระหว่างรอข้อสรุปที่ชัดเจนของทาง กสทช.ทั้งเรื่องของการแก้ไขปัญหาทีวีดิจิตอล และกรณี บริษัท ไทยทีวี จำกัด ซึ่งเชื่อว่าหากคณะกรรมการ กสทช.ได้ข้อสรุปอย่างใดอย่างหนึ่งในการประชุมวันนี้ก็คงจะเรียกผู้มีส่วนได้เสียเข้าไปแสดงความคิดเห็น และเสนอเข้าที่ประชุม กสทช.อีกครั้งเพื่อเข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้อง。

สำหรับการแก้ไขกฏธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนใหม่นั้น จะมีการเพิ่มการขึ้น Blacklist ผู้บริหารที่กระทำผิด โดยการห้ามผู้บริหารที่กระทำผิดไปบริหารในบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด แต่ระยะเวลาในการห้ามไม่ให้บริหารงานนั้น อยู่ระหว่างการพิจารณา ทั้งนี้ก.ล.ต.คาดว่าการแก้ไขกฏธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนในครั้งนี้จะเสร็จในปีนี้ และสามารถบังคับใช้ในปีนี้ได้กราฟ ABC ลงลึกสุดใจ แต่ indicators ไม่ลงแล้ว นี่คือสัญญาณในการใกล้ฟื้นตัว และแท่งเทียนมีโครงสร้างแอ่งกระทะ มองยังไงก็ต้องมีการ rebound เกิดขึ้นสักรอบ โดยเบื้องต้นคาดว่าจะทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 3 กษัตริย์ที่ 0.60 บาทก่อน หลังจากนั้นมาต่อดูกันอีกทีว่าแรงส่งเป็นเช่นไรVIBHA ราคาพักฐานจาก 2.46 ลงมาใกล้ uptrend line และวกตัวขึ้น ยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 5 วัน ล่าสุดดีดตัวทำจุดสูงระยะสั้นพร้อม Vol. เพิ่มขึ้น ด้าน MACD ถอยไม่ติดลบ และเริ่มวกตัวตัดขึ้นค่าเฉลี่ยตัวเอง มีสิทธิหนุนราคาแกว่งตัวกลับขึ้น ทดสอบหรือผ่านแนวจุดสูงเดิม,PTTGC มีเป้าหมายเบื้องต้นอยู่ที่ 54.75 บาท (จุด Stop Loss อยู่ที่ 51.75 บาท)EPGเข้าซื้อ เป้าหมาย 15.80 บาท Stop Loss หากหลุด 13.60 บาท ดอลล์อ่อนค่า น้ำมันร่วงหนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยด้านธุรกิจเพลงได้เสริมการเป็นโซเชียลเรดิโอให้กับคลื่น MONO Fresh 91.5 (โมโนเฟรช 91.5) ซึ่งจะเป็นคลื่นที่เปิดเพลงฮิตในโลกโซลเชียล พร้อมทั้งนำเสนอเนื้อหาสาระบนโลกโซเชียลผ่านคลื่นนี้ด้วยเช่นกัน ในขณะเดียวกันค่ายเพลงโมโนมิวสิคก็ยังคงดำเนินการต่อ แต่จะปรับรูปแบบการให้บริการ โดยเปิดโอกาสให้กับผู้ที่อยากเป็นศิลปินหรือบุคคลที่มีแฟนคลับในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเน็ตไอดอล ศิลปินรุ่นเก๋า มาร่วมทำงานเพลงกับเรา โดยโมโนจะเป็นตัวกลางเชื่อมในการโปรโมทศิลปินในรูปแบบมัลติแชนแนลเน็ตเวิร์ค (MCN),ระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway up หรือในกรอบระหว่าง 163-173 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 162 บาท ฟิทช์คงอันดับเครดิต SCC ที่ระดับ A(tha) แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ,บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)หรือIRPCรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2558 (รวมบริษัทย่อย) สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.58 มีกำไรสุทธิ 9.4 พันล้านบาท หรือ 0.46 บาทต่อหุ้น เทียบกับปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 5.23 พันล้านบาท หรือขาดทุน 0.26 บาทต่อหุ้น หรือมีกำไรเพิ่มขึ้น280% โดยปัจจัยที่ส่งผลให้บริษัทพลิกทำกำไรเนื่องจากการเกิด Stock loss ลดลง และมีการดำเนินโครงการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง、ผล การ ออก รางวัล สลาก ออมสิน พิเศษ 3 ปี、ทั้งนี้ ธปท.คาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ที่ 3.5% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ขยายตัวได้ราว 2.8% อย่างไรก็ดี แม้ทิศทางเศรษฐกิจของไทยจะอยู่ในช่วงการฟื้นตัว แต่การฟื้นตัวกระจุกตัว และที่น่าเป็นห่วงคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยไม่ได้กระจายไปยังภาคการเกษตร หรือ ภาคเศรษฐกิจในชนบท อีกทั้ง ขณะนี้ธนาคารยังไม่ได้จัดชั้นหนี้ของไทยทีวีเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เนื่องจากที่ผ่านมาธนาคาเพียงให้หนังสือค้ำประกันไปเท่านั้น และ กสทช.ยังไม่มีการเรียกเข้าไปหารือ ส่วนลูกค้าสินเชื่อในธุรกิจทีวีดิจิตอลรายอื่นๆ ที่ธนาคารมีส่วนในการปล่อยกู้นั้น ขณะนี้ยังไม่มีรายใดมีปัญหาจนต้องคืนใบอนุญาตประกอบการกิจการทีวีดิจิตอลเหมือนกับรายของไทยทีวีPTT ปิดที่ 241.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท น้ำมันปิดขยับลง ตลาดวิตกสต็อกลดน้อยกว่าคาดมองมูลค่าการซื้อขายน่าจะเริ่มมีมากขึ้นตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป หลังตลาดหุ้นอื่นๆในภูมิภาคจะทยอยเปิดทำการเช่น ตลาดหุ้น ฮ่องกง เกาหลีใต้ และน่าจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติหลังพ้นช่วงตรุษจีนในวันที่ 15 ก.พ. นี้โดยเสนอขายแก่ผู้ลงทุนในวงจำกัดและมีตั๋วแลกเงินไม่เกิน 10 ฉบับณขณะใดขณะหนึ่งและ/หรือผู้ลงทุนสถาบันและ/หรือผู้ลงทุนรายใหญ่ตามประกาศคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และ/หรือประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และ/หรือประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนและ/หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องที่มีผลบังคับใช้ในขณะนั้นแต่เมื่อเทียบกับราคาหุ้นที่ลงมาลึกแล้วทำให้การประเมินมูลค่าทำได้ง่ายและน่าสนใจ นอกจากนี้ถ้านับธุรกิจบริการที่ไปซื้อมา เช่น โรงพยาบาลสัตว์ โรงเรียนนานาชาติที่เชียงใหม่ ธุรกิจ ABC point น่าจะทำให้กำไรยืนพื้นราว 500 ล้านบาท แต่ถ้าสามารถซื้อโครงการอสังหาเพิ่มเติมตามนโยบายของบริษัท 10 แห่ง จะทำให้ตัวเลขไปได้เร็วกว่านี้ และผลิตภัณฑ์ Forex Weekly Alert เหมาะสำหรับนักลงทุนระยะสั้นที่มี Exposure กับค่าเงินตราสารต่างประเทศ โดยเฉพาะค่าเงินสหรัฐอเมริกา (USD) เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ USD Future ในตลาด TFEX โดยใช้ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจมหภาคเป็นหลักในการวิเคราะห์เนื่องจากเกิดความล่าช้าในการประมูลหาผู้รับเหมาจากแผนไป 4 ปี เพราะติดเงื่อนไขเงินกู้จากไจก้า ซึ่งขณะนี้ได้ผู้รับเหมาแล้วคือ กิจการร่วมค้า MHSC (มิตซูบิชิ, ฮิตาชิ, ซูมิโตโม) ส่งผลให้มูลค่าทั้งโครงการเพิ่มจาก 7.5 หมื่นล้านบาท เป็น 9.3 หมื่นล้านบาท。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.