Features | Security

คาสิโนออนไลน์888bit: Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

slotxoฝาก9บาทรับ100, บอร์ด TWZ ไฟเขียวซื้อหุ้นคืนวงเงินไม่เกิน 60 ลบ. เริ่ม 9 ก.พ. จีนเล็งใช้งบลดกำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมถ่านหิน-เหล็กกล้าก่อนหน้านี้ นายธีระชัย ประสิทธิ์รัตนพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธีระมงคล อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ TMI ระบุเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 58 ว่า บริษัทฯตั้งเป้าผลประกอบการในปี 59 จะสามารถพลิกกลับมามีกำไร ในขณะที่ตั้งเป้ารายได้เติบโตที่ 20% จากปีก่อน โดยบริษัทฯมีแผนรุกตลาดหลอดไฟ LED สำหรับผู้บริโภค หรือ Consumer Market เพิ่มมากขึ้นตามความต้องการของผู้บริโภคที่หันมาใช้หลอดไฟ LED ในบ้านมากขึ้น เนื่องจากมีอายุการใช้งานที่ทนทาน ประสิทธิภาพสูง และประหยัดไฟ"IVL ซื้อ ราคาหุ้นมีจังหวะฟื้นตัวยกฐานขึ้นในกรอบสามเหลี่ยม Ascending พร้อมปริมาณการซื้อขายสูงขึ้นสนับสนุน สอดคล้องกับเครื่องมือ DI+ ใกล้ตัด DI- ขึ้น และ MACD มีแนวโน้มเป็นบวก เป็นจังหวะเก็งกำไร มีแนวต้านแรกที่ 21.40 บาท ผ่านได้จะมีแนวต้านถัดไปตามกรอบที่ 22.30 บาท",CPAL28C1604A +40.0% (CPALL+2.5%)สำหรับเกณฑ์ที่ปรับปรุงให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ได้แก่ การกำหนดประเภททรัพย์สินที่กองทุนสามารถลงทุนได้จะกำหนดเป็นหลักการโดยกำหนดประเภทและคุณสมบัติของทรัพย์สินที่ลงทุนได้ จากเดิมที่กำหนดเป็นรายละเอียดของแต่ละประเภททรัพย์สินที่ลงทุนได้รวมถึงอนุญาตให้กองทุนเลือกลงทุนในทรัพย์สินได้หลากหลายในระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมมากขึ้น เช่น ให้กองทุนรวมที่เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไปสามารถลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure fund) ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯซึ่งอาจไม่ได้เสนอขายให้กับผู้ลงทุนรายย่อยก็ได้ โดยสามารถลงทุนได้ในอัตราส่วนที่กำหนดจากเดิมที่สามารถลงทุนใน infrastructure fund เฉพาะที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือเสนอขายให้กับผู้ลงทุนรายย่อยเท่านั้น เป็นต้น นักเศรษฐศาสตร์คาดเฟดมีมติคงดอกเบี้ยในการประชุม 26-27 ม.ค.นี้กราฟ WHA กลับมาตั้งลำได้แล้วหลังจากอ่อนตัวลงทดสอบแนว 2.60 บาท ถึง 2 ครั้งและดีดตัวขึ้นได้ โดย Stoch ยกฐานขึ้นแบบ Divergence และตัดเส้นสัญญาณซื้อ ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้ มีแนวต้านแรก 2.92 บาท และจะทำให้เส้นค่าเฉลี่ยเกิด Golden cross ดังนั้นแนะนำเข้าซื้อ นักลงทุนเทขายสัญญาทองคำ หลังจากตลาดหุ้นนิวยอร์กพุ่งขึ้นแข็งแกร่งเป็นวันที่ 2 เมื่อคืนนี้ (22 ม.ค.) โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันฟื้นตัว และถ้อยแถลงของนายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายรอบใหม่ นายดรากีเผย ECB จะทำการทบทวนนโยบายการเงินในการประชุมครั้งหน้าในเดือนมี.ค. ซึ่งถ้อยแถลงของนายดรากีเป็นการส่งสัญญาณว่า ECB อาจผ่อนคลายนโยบายมากขึ้น และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเดือนมี.ค. ซื้อ PTT ราคาปรับลดลงแรงเกิดพื้นฐาน ขณะที่ Valuation ต่ำกว่าปี : แนะนำ ซื้อ PTT ด้วยเป้าหมายพื้นฐาน 280 บาท และระยะสั้นที่ 220/240 บาท ตามลำดับ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก ,นายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ในปี 59 จะไม่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับปี 58 โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาครัฐทยอยประกาศออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้านี้ ขณะที่งบการเงินในปีก่อนได้รับผลกระทบจากช่วงไตรมาส 3/58 ที่มองว่าเป็นจุดต่ำสุดแล้ว เนื่องจากมีรายการพิเศษค่อนข้างมาก อาทิ การตั้งสำรองเพิ่มขึ้นของธนาคารพาณิชย์ เป็นต้นคาด SET บ่ายนี้ ยังผันผวนในกรอบอิงทางบวก มองตลาดกลับมาให้น้ำหนักการเก็งกำไรผลประกอบการมากขึ้น รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ มองกรอบบ่ายนี้ที่ 1250-1270 จุดคำแนะนำของ ASLทดสอบแนวรับ 1,260-1,258 ซื้อระยะสั้นเพื่อเล่นรอบแนวต้าน : 1265 และ 1270slotxoฝาก9บาทรับ100 , 1.บริษัท กัลฟ์ วีทีพี จำกัด 130 เมกะวัตต์ 1 พฤษภาคม 2560ส่วนธุรกิจเทรดดิ้ง บริษัทมีแผนที่จะขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)โดยมองไปยังประเทศเมียนมาร์ กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งประเทศแรกที่จะขยายไปคือเมียนมาร์ ที่มีการขยายตัวค่อนข้างมาก และบริษัทยังมีพันธมิตรในประเทศดังกล่าวอีกด้วย ขณะที่บริษัทตั้งเป้าหมายจะมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ เป็นระดับ 20-30% ในปี 61 จากปัจจุบันยังคงไม่ถึง 10%สำหรับน้ำมัน WTI สาเหตุมาจากภาวะอุปทานล้นตลาดที่ยังคงยืดเยื้อ ประกอบกับแนวโน้มที่ว่า ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกอาจเพิ่มขึ้นอีกเนื่องจากอิหร่านเตรียมส่งออกน้ำมันในตลาด และ มูดีส์คาดว่า ราคาน้ำมันดิบ WTI และน้ำมันดิบเบรนท์จะปรับตัวขึ้นโดยเฉลี่ย 5 ดอลลาร์/บาร์เรลในปี 2560 และ 2561 ระยะสั้นมากแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 2.06-2.30 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 2 บาทผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชียร่วงลงต่อในการซื้อขายภาคบ่ายวันนี้ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันที่ร่วงลงจนส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน ในขณะที่นักลงทุนรอดูผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐที่จะเปิดฉากขึ้นวันแรกในวันนี้ และธนาคารกลางญี่ปุ่นซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันพฤหัสบดีทีจะถึงนี้。

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2558 ให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญทั้งหมดจำนวน 7,133,530,653 หุ้น ในอัตราหุ้นละ 0.30 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,140,059,195.90 บาท โดยกำหนด XD วันที่ 25 ก.พ.59 สรุปซื้อขายกระดานรายใหญ่ (ภาคเช้า) BBL-F มูลค่าสูงสุด 59.30 ลบ. STOP LOSS สถานะ Short ใน KTBH16 ถ้าปรับตัวเพิ่มขึ้นทะลุผ่าน 17.50 ขึ้นไประยะสั้นมากแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 2.06-2.30 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 2 บาทSVI ปิด 5.65 บาท +0 บาท (+0%)、ทั้งนี้ ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าจะขยาย Daily Price Limit เป็นไม่เกิน +/- 20% ของราคาที่ใช้ชำระราคาและส่งมอบล่าสุด (Latest Settlement Price) นายทาโร อาโสะ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ได้ให้คำมั่นเพื่อดำเนินการปรับขึ้นภาษีบริโภคเป็น 10% ในเดือนเม.ย.ปีหน้า เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นจากนานาประเทศตามแผนฟื้นฟูภาวะการคลังของญี่ปุ่นด้านนายสมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด(APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน เปิดเผยว่า GTB จะเสนอขายหุ้นจำนวน 240 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ 0.25 บาท จากทุนจดทะเบียน 240 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ จำนวน 960 ล้านหุ้น ซึ่งได้ยื่นแบบแสดงข้อมูลเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวรับ : 7.04 และ 7.00,TNP ราคาปิด 1.50 บาทโดยดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) พุ่ง 38.90 จุด ปิดที่ 1,879.43 จุด โดยมีปริมาณการซื้อขายหนาแน่น 400 ล้านหุ้น มูลค่า 4.34 ล้านล้านวอน (3.62 พันล้านดอลลาร์) โดยมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 599 ต่อ 210,SET ปิด 1,267.70-0.33 นายเทอร์รี มาร์แชล รองประธานอาวุโสของมูดีส์ เปิดเผยว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันของประเทศสมาชิกโอเปกยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับที่สูงด้วยเช่นกัน แม้ว่าปริมาณการใช้น้ำมันในประเทศรายใหญ่ เช่นสหรัฐ จีน และอินเดีย มีการขยายตัวปานกลาง นอกจากนี้ เราคาดว่าอิหร่านก็จะผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นในปีนี้ด้วย ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตลาดแดนบวก ขานรับราคาน้ำมันดีดตัวแนวรับ : 7.04 และ 7.00ส่วนในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดี ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงไว้ที่ระดับ 0.05% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ตามความคาดหมายของตลาด ขณะเดียวกัน ECB ได้คงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ที่ -0.3%ภาวะการซื้อขายในตลาดน้ำมันนิวยอร์กได้รับแรงกดดันจากมีรายงานว่า การผลิตน้ำมันของอิรักพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ในเดือนธ.ค. หลังจากที่บ่อน้ำมันในภูมิภาคตอนกลางและใต้ของประเทศให้ผลผลิตน้ำมันสูงถึง 4.13 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะเดียวกันมีรายงานว่า โอกาสที่โอเปกจะจัดการประชุมฉุกเฉินเพื่อหาทางกระตุ้นราคาน้ำมันที่กำลังตกต่ำในขณะนี้ มีความเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากมีสมาชิกโอเปกเพียง 1 ประเทศเท่านั้นที่สนับสนุนให้มีการจัดการประชุมดังกล่าว การปรับปรุงประกาศดังกล่าวเพื่อความเหมาะสมในทางปฏิบัติ และสอดคล้องกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของกองทุนรวม โดยในช่วงปี พ.ศ. 2552-2558 ที่ผ่านมา กองทุนรวมมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 17% ต่อปีปัจจุบันกองทุนรวมมีสินทรัพย์สุทธิ 3.6 ล้านล้านบาท ประกอบกับการที่บริษัทจัดการมีความสนใจลงทุนในทรัพย์สินหลายประเภท ทั้งในและต่างประเทศจึงได้นำข้อเสนอแนะจากการรับฟังความเห็นของภาคธุรกิจและผู้เกี่ยวข้องมาปรับปรุงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและลดข้อจำกัดในการทำธุรกิจของบริษัทจัดการลงทุนขณะที่ผู้ลงทุนจะมีทางเลือกมากขึ้น นายรพีกล่าว โดยปัจจัยเสี่ยงหลักต่อเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นปัจจัยเดิมที่มีต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ด้วยราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำซึ่งเกิดจากอุปทานส่วนเกินที่ยังคงมีล้นตลาด และการชะลอตัวของการเติบโตของอุปทานจากจีน อีไอซีมองว่าในปี 59 ผลกระทบของปัจจัยดังกล่าวนี้จะมีน้อยลง เนื่องจากผู้ประกอบการมีการปรับตัวในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา อีกทั้ง ด้านความเสี่ยงเงินทุนไหลออกซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาจากในปี 58 น่าจะมีจำกัด หากการปรับนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปและไม่ต่างจากการคาดการณ์ของตลาดมากนักราคาปิด 5.70 แนวรับ 5.60-5.50 แนวต้าน 5.90-5.95 , 6.05-6.25นายดรากีกล่าวว่า ภาวะปั่นป่วนในตลาดการเงิน และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และตลาดเกิดใหม่ จะเป็นปัจจัยทำให้ ECB มีการปรับนโยบายในการประชุมครั้งต่อไป นอกจากนี้ นายดรากียังกล่าวว่า ECB จะพิจารณาขยายระยะเวลาในการซื้อพันธบัตรออกไปอีก หากมีความจำเป็น นอกจากนี้ สัญญาทองคำยังได้รับแรงกดเนื่องจากดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ ภายหลังการส่งสัญญาณของ ECBด้าน บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ให้หุ้น BR เป็นหุ้นเด่นประจำสัปดาห์ ด้วยราคาเป้าหมาย 11 บาท จากการเก็งยอดขายฟื้นตัวแกร่งรับเทศกาลตรุษจีน และยังมี Valuation ถูก รวมถึงการให้ปันผลสูง。

Will 2019 see an increased chance for military confrontation in Asia?

Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

In this Friday, April 13, 2018, file photo released by Military News Agency, Taiwan’s President Tsai Ing-wen, second from left, inspects on a Kidd-class destroyer during a navy exercise off the northeastern port of Su’ao in Yilan County, Taiwan. Tsai boarded a navy destroyer to review military drills ahead of planned war games by rival China.

Credit: Military News Agency via AP, File

The 2019 security outlook for Asia, as in past years, is dominated by a number of regional flashpoints that include the Korean Peninsula, the South and East China Seas, as well as the Taiwan Strait, all of which have the potential to trigger a military confrontation. Nonetheless, there appears to be a reduced risk for open military clashes in all of the four cases in the next 12 months.

Simultaneously, 2019 will likely see an intensification of the war in Afghanistan, amid ongoing peace negotiations?and?the suggested withdrawal of 7,000 U.S. troops from the country;?the presidential election scheduled for the spring?may be postponed. Other areas our readers should watch include:?a possible uptick in violence in Jammu and Kashmir as a result of the 2019 Indian general elections (especially in combination with large-scale, ostensibly Pakistani-sponsored terror attacks, which might compel Indian Prime Minister Narendra Modi to retaliate more forcefully in 2019 than in a non-election year), the usual chance of South Asian border disputes getting out of control, ?and increased naval competition between India, China, and Pakistan in the Indian Ocean. Naval competition is especially noteworthy as all three states are in the process of fielding, or already have deployed, nuclear-armed submarines.

Overall, 2019 will see a general diffusion of military capabilities in the Indo-Pacific region without any single state being capable of dominating the region militarily. While China will remain the region’s top military power, it qualitatively still cannot compete with the much smaller South Korean and Japanese militaries, let alone U.S. forces. In turn, the United States is no longer capable of militarily dominating the region as it had during the 1990s and 2000s. Consequently, an uneasy balance of power is expected to prevail in the region.

Flashpoints

First, should North Korea continue to refrain from further testing of nuclear weapons or long-range missiles, 2019 will most likely be dominated by summit diplomacy with North Korean leader Kim Jong Un possibly parlaying face-to-face with Russia’s Vladimir Putin, Japan’s Shinzo Abe, South Korea’s Moon Jae-in, and the United States’ Donald Trump.? Conversely, a major known unknown will be the reaction of the U.S. president once it will become clearer in 2019 that Pyongyang will not relinquish its nuclear deterrent.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Second, while the United States, along with its regional allies and partners, will continue to carry out freedom of navigation operations (FONOP)?challenging excessive maritime claims in the South China Sea that will draw the ire of Beijing, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) and China are expected to complete the first draft of a South China Sea Code of Conduct in 2019. Following a steady Chinese military buildup in the contested waters over the past years, an uneasy military stalemate will likely continue to hold throughout the next 12 months.

Third, after tensions between China and Japan in the East China Sea spiked in 2012, last year saw a number of Chinese intrusions into Japan’s contiguous marine zone. Yet, the past 14 months have nevertheless seen a marked diffusion of bilateral tensions — a trend expected to continue into 2019. Both countries will push on with the implementation of East China Sea crisis management and communication mechanisms, officially agreed to in December 2017. Chinese President Xi Jinping will also make his first official visit to Japan in June 2019.

Fourth, while China has stepped up its military pressure on Taiwan throughout 2018, including long-range bomber patrols?and naval exercises in close vicinity to the island (the People’s Liberation Army openly seeks readiness to invade Taiwan by 2020), a cold peace between Taipei and Beijing is likely to prevail throughout 2019. Nonetheless, the Taiwan Travel Act, a U.S. law enacted to revitalize reciprocal visits between the U.S. and Taiwan by high-level government officials and signed into law in 2018, as well as a $1 billion U.S. arms package for Taiwan, is bound to increase tensions throughout 2019.

The 2019 Arms Races

All Asian powers are expected to continue their military modernization programs throughout 2019 with six regional states likely making the 2019 top 10 global military spenders’ list. Here are several military hardware developments worth keeping an eye on:

First, India is expected to induct its most advanced nuclear-capable intercontinental ballistic missile (ICBM), the Agni-V,?to date in the first quarter of 2019. With its increased range and accuracy, the introduction of this new weapon system could pose a problem for long-term strategic stability in Asia. India is also expected to conduct its first real nuclear deterrence patrol in 2019. Long term strategic stability could be further undermined by Pakistani efforts to field a submarine-launched cruise missile (the Babur-3) and a medium-range ballistic missile?fitted with multiple independently targetable re-entry vehicles, or?MIRVs.

Second, China will continue to produce units composed of one of the region’s most advanced long-range air defense system, the Russian-made S-400?Triumf?(NATO reporting name: SA-21 Growler)?into service, which will significantly boost the People’s Liberation Army anti-access capabilities, especially around Taiwan. (Taipei, meanwhile, will continue its development of an indigenous submarine force ?as well as push for the sale of F-35Bs.) China’s first domestically designed and built aircraft carrier, the Type 002 (CV-17), could also enter service as early as the fourth quarter of 2019 further boosting China’s blue water navy capabilities. Notably, the next 12 months may also witness the first operational deployment of a hypersonic glide vehicle (HGV), the DF-17, with significant implications for strategic relations in Asia.

Third, Russia is back as a major military power in the Asia-Pacific. In 2019, the Russian Eastern Military District — the military arm responsible for operations across the Pacific — is expected to receive more than 6,240 pieces of new and upgraded military equipment. 2019 will likely see the delivery of the nuclear-powered ballistic missile submarine Knyaz Vladimir, the Russian Navy’s first upgraded Project 955A?Borei II-class boomer, to the Pacific Fleet. ?Russia’s Strategic Missile Forces are also slated to receive their first HGV in 2019. Additionally, the first batch of Sukhoi Su-57 fighter aircraft, Russia’s first indigenously designed and built fifth-generation stealth fighter jet, is expected to be be delivered to the Russian Air Force in late 2019. Finally, Russia is expected to commission its largest nuclear-powered icebreaker in 2019, whose primary mission will be to clear passages for ship traffic on the Northern Sea route, which runs along the Russian Arctic coast from the Kara Sea to the Bering Strait.

Fourth, the air forces of Australia, Japan, and South Korea will also continue to induct their fleets of F-35A Lightning II Joint Strike Fighters in 2019. These aircraft will primarily serve as platforms for long-range air-to-surface/air-to-air standoff missiles. The Diplomat readers should pay special attention to these weapons systems as they will be an important factor in determining the military balance in East Asia and beyond. Other noteworthy developments to keep an eye on in 2019 are bilateral drills involving Japan’s recently stood up Amphibious Rapid Deployment Brigade, South Korea’s continuous development of its?Kill-Chain pre-emptive strike capabilities, and Australia’s SEA 1000 Future Submarine Program.

Another important development to follow will be Japanese deliberations over the procurement of?vertical or short takeoffs and vertical landings F-35Bs and to convert the?Izumo-class of helicopter destroyers into full-fledged aircraft carriers to accommodate the new aircraft. Additionally, readers should pay special attention to Vietnam’s defense deals in 2019. Russia and Vietnam are in final talks over the purchase of 24 Su-35S “Flanker-E” multirole fighter jets — assumed to be delivered in two batches of 12 — with details of the contract reportedly finalized during the visit of Russian Defense Minister Sergei Shoigu to Hanoi in January 2018. Negotiations over the acquisition of two S-400?Triumf? batteries are purportedly also at an advanced stage.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The United States is expected to maintain a similar force posture in the Asia-Pacific as in 2018 with no major changes save for the deployment of an additional three-ship amphibious ready group (ARG) into the region. Additionally, the U.S. will maintain its continuous bomber presence mission as well as its only forward-deployed? Nimitz-class supercarrier, along with no significant increase or decrease of U.S. ground forces in the Asia-Pacific region. Notably, however, the U.S. could quietly begin negotiating with Japan and South Korea over the deployment of future U.S. ground-launched ballistic and cruise missiles on their territories following the termination of the INF treaty, which could make 2019 a particular eventful year for nuclear diplomacy in Asia. 2019 will also likely see the first deployment since 2017 of a Littoral Combat Ship to the region.

While next year will not see a Rim of the Pacific Exercise (RIMPAC), and scaled down Foal Eagle and Key Resolve exercises, The Diplomat readers should follow the first ever tri-services joint exercises between India and the United States in 2019, the first ASEAN-U.S. Maritime Exercise, ?as well as the annual iterations of the Russia-China “Peace Mission” and “Joint Sea” military drills. Interestingly, the 23rd rendition of the Malabar naval exercise, involving aircraft and ships from Indian Navy, the U.S. Navy, and the Japan Maritime Self Defense Force, is expected to take place in Japanese waters for the first time in 2019.

Outlook

Notably, the absence of a single dominating regional military power in combination with the proliferation of advanced military capabilities in the Asia-Pacific region increases the chances of miscalculation when it comes to assessing the costs and benefits of limited war. The Asia-Pacific region will remain the most militarized region in the world in 2019. The three largest defense budgets in the world are in countries with significant military assets in the region:?the United States, China, and Russia.

This should not distract from the optimistic outlook that 2019 will likely see a reduced risk for military confrontation. The Diplomat readers should, however, keep in mind: Despite our best efforts, the next major military confrontation in the Asia-Pacific, like most military conflicts, will almost certainly come as an apparent surprise and when least expected.

Franz-Stefan Gady is a Senior Editor with the The Diplomat and Senior Fellow with the East West Institute. He tweets @hoanssolo.?